วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

วัดสร่างโศก คลองด่าน บางบ่อ สมุทรปราการ



วัดสร่างโศก คลองด่าน บางบ่อ สมุทรปราการ
วัดสร่างโศก (หรือวัดมอญในอดีต) คลองด่าน สมุทรปราการ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุราวประมาณ 300 กว่าปี อยู่ติดริมน้ำใกล้ปากคลองที่จะลงสู่ทะเลไปทางทะเลอ่าวไทย วัดสร่างโศก สร้างประมาณ พ.ศ. 2300 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2360 ตามหลักฐานของกรมที่ดิน ช่วงที่ 41 ระบุชื่อวัดนี้ว่า "วัดปากอ่าว" แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดมอญ" เพราะอยู่ใกล้คลองมอญตามที่ปรากฏในระวางที่ดินและบริเวณนี้มีชาวบ้านมอญอาศัยอยู่มากด้วย แต่จากการบอกเล่าสืบต่อกันมาบ้างก็บอกว่าชื่อ "วัดอัฏฐวราราม" เพราะมีกุฎี 8 หลัง บ้างก็เรียกว่า "วัดอัศวราราม"   เพราะวัดนี้เป็นที่ตั้งกองทัพม้าของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาภายหลังได้รับการเปลี่ยนนามวัดใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็น "วัดเตลงรมย์" ในปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนนามใหม่เป็น "วัดโพธิ์ทอง" ครั้นถึง พ.ศ. 2483 ทางราชการได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่เป็น "วัดสร่างโศก" เพื่อให้สอดคล้องกับพระนามของ "พระองค์หญิงโศกสว่าง" พระราชธิดาในสมเด็จพระปิ่นเล้า วัดสร่างโศก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ. 2314
วัดสร่างโศก  จากประวัติศาสตร์ของชุมชน เล่าต่อกันมาว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงล่องเรือมาจากอยุธยาทางแม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูน้ำหลาก ผ่านหน้าวัดมะกอกตอนใกล้รุ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะตั้งกรุงใหม่แถววัดนี้ถ้าชนะศึกพม่า ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งหรือวัดอรุณราชวราราม เรือแล่นต่อไปจนถึงคลองด่าน ซึ่งเป็นชุมชนจีนชาวประมงมืออาชีพ เพราะเป็นชาวจีนที่มาจากเกาะหน่ำโปยจิว ทางใต้ของจีนที่มีอาชีพประมงและปลูกผัก โดยเฉพาะผักกาดขาว พันธุ์เมล็ดผักกาดขาวจากเมืองนี้มีชื่อ เจี๋ยไต๋ก็ใช้เมล็ดพันธ์จากที่นี่
ผู้คนคลองด่านในยุคนั้นเป็นนักเดินเรือ และชาวประมงมืออาชีพ สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นผู้รู้ทิศทางลม ทิศทางเดินเรือ และมีประสบการณ์การออกหาปลา พวกเขาออกไปหาปลาทั่วสารพัดทิศ      
คลองด่านยังเป็นชัยภูมิเหมาะที่จะมาต่อเรือ เนื่องจากเรือที่ "พระเจ้าตาก" นำมาเป็นเรือเล็ก ไม่เหมาะจะออกทะเล เดินทางไกล จนไปถึงจันทบุรี   ไม้ต่อเรือที่คลองด่านก็มีสมบูรณ์พร้อม  เรือใหม่ของ "พระเจ้าตาก" ที่ใหญ่พอกับการออกทะเล เดินทางไกล จึงถือกำเนิดขึ้นที่คลองด่าน – ตามประวัติศาสตร์ปากต่อปากของชุมชน  นอกจากมีชาวประมงผู้รักชาติแล้ว การสะสมเสบียงอาหารจากคลองด่านก็ง่ายกว่า เพราะเป็นแหล่งอาหารอยู่แล้ว จึงมีคำกล่าวในประวัติชุมชนว่า...“สะสมเสบียง ซ่องสุมผู้คน และต่อเรือศึกจากบาง ยิ้ม”       
บาง ยิ้มก็คือคลองด่านโดยมีชื่อ “นายมา ณ บาง ยิ้ม” เป็นหนึ่งในผู้ร่วมกู้ชาติที่มีประมาณ 500 กว่าคน
พิพิธภัณฑ์วัดสร่างโศก









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น