วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561




หนูดูดนมแมว รุ่น 6 หลวงปู่ถ้า อนาลโย 
หนูดูดนมแมว จากรุ่นสู่รุ่น รุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 6 สร้างในปี พ.ศ.2561 หลวงปู่ถ้า อนาลโย  วัดป่าทศพลมังคลาราม จ.ร้อยเอ็ด องค์นี้วิชาแน่นเอี๊ยด ทั้งเรื่องคงกระพันชาตรี มหาเสน่ห์ มหาหลง แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ เสริมดวง เสริมบารมี สารพัดกัน ได้หมดทุกอย่าง  แต่ที่แน่ ๆ เรื่องหนูเรื่องแมวนี้แหละ โด่งดังที่สุด ทั้งไทยทั้งเทศ ยิ่งโซนเอเชีย จีน ฮองกง  ไต้หวัน มาเล สิงค์โป ข้ามน้ำข้ามเทละเสาะแสวงหาถึงวัดกันเลย ต่างชื่นชอบกันมาก ประสบการณ์มีกันเยอะ เล่ากันเป็นวัน ๆ ก็ไม่จบ  หนูดูดนมแมวรุ่นแรก ราคาไปไกลเหลือเกิน  หมื่นต้น ๆ แถมหาไม่ได้ คนที่มีก็ไม่อยากจะปล่อย คนที่คอยก็รอกันเก้อ เพ้อแต่อยากจะได้ กันเป็นแถว ๆ
แต่คราวนี้สมใจเป็นแน่แท้ ฤกษ์งามยามดีถึงเวลาออกฤทธิ์แผลงเดชกันอีกครั้ง หลวงปู่เอ๋ยวาจา “อ้าว....หนูดูดนมแมว เอาออกมาได้แล้ว  ท่านบอก รุ่นนี้สุดยอดทั้งมวลสาร แถมเสกยาวนาน มีตัวมีตนทุกองค์  อยากได้อะไรท่องคาถา อธิฐานไป สมใจเป็นแน่แท้ ได้ทั้งมหาเสน่ห์เป็นที่สุด หนูกับแมว เป็นศัตรูคู่อาฆาต เจอกันไม่ได้ต้องไล่กันให้ตายไปข้างนึง แต่นี่อะไรแมวกลับมานอนให้หนูดูดนมเหมือนลูกในอกเฉยเลย นี่แหละ เสน่ห์เหลือล้นจริง ๆ   เป็นเมตตา มหานิยม มหาหลง งง งวย สามีนอกใจ แฟนเหินห่าง เพื่อนร่วมงานรังเกียจ ใช้เลย จะกลับมาดีเหมือนต้องมนต์ ไม่สนว่าเคยเกียจกันมาก่อน ใครเห็นใคนรัก ใครเห็นใครหลง  ใครเห็นใครสงสาร มีแต่คนอุปถัมภ์ค้ำจุลคอยช่วยเหลือเกื้อกูล  ไม่ให้ตกต่ำเลย บางคนไม่มีเงิน อธิฐานขอเงินจากหนูดูดนมแมว อยู่ๆลูกหนี้ห่างหายไปเป็น 10ปี ดันเอาเงินมาให้เฉยเลย เจอแบบนี้เลยนับถือหลวงปู่สุดหัวใจ รีบเก็บหาหนูหาแมวมาบูชาเพิ่มทันที  อีกทั้งยังเด่นเรื่องโชคลาภ ลาภลอย หวย หุ้น โปรปั่น ม้า น้ำเต้า ทองคำ บ่อน ฯลฯ ใช้แล้วรวยกันมานักต่อนัก เป็นเศรษฐีก็หลายคน ปลดหนี้สิน ก็หลายราย ลองใช้เองแล้วจะรู้ ว่าที่แรง แรง มันเป็นยังไง (เอาเข้าบ่อนที่ปอยเปรตระวังให้ดี เขาเห็นจะเชิญออก
เพราะทำเจ้ามือเจ๋งไปหลายราย) รุ่นนี้แรงดีเหลือเกิน อัดเต็มมวลสาร ได้หนูดูดนมแมว รุ่นแรก ปี 52 มาผสมเป็นมวลสาร รวมกับรกแมวดำ 9  ตัว (ต้องเป็นแมวที่คลอดลูกแล้วตาย เพราะเฮี้ยนและแรงมาก) ผสมว่านพุทธคุณ 108 เติมน้ำมันมหาเสน่ห์ ที่หุงรวมกัน 9 อย่าง  มี ว่านเสน่ห์ดอกทอง  ว่านจูงนาง ว่านสาวหลง  ว่านเสน่ห์รากราคะ  น้ำตาปลาพะยูน  ว่านรักซ้อน ว่านเสน่ห์จันทร์แดง  ว่านเสน่ห์ขุนแผน ว่านช้างผสมโขง ผสมเป็นมวลสาร  ปลุกเสกนาน ตามพิธีครูบาอาจารย์ของท่าน ถึงเวลาอันสมควร จึงออกให้ลูกศิษย์ไว้บูชา (มีใบถาคาแนบให้ในซอง)
รายการสร้าง
1.หนูดูดนมแมวเนื้อว่านเศรษฐี องค์บรมครู สร้าง 75 องค์ บูชา 2,599
(หน้ากากเงินแท้ กรอบเงินแท้ เลี่ยมน้ำมันฝั่งตะกรุด 8 ดอก โรยพลอย โรยแร่ดูดทรัพย์ และฝั่งปกมะขามรุ่นแรก)
2.หนูดูดนมแมวเนื้อว่านเศรษฐี  ปิดทองแท้ สร้าง 999 องค์ บูชา 799  บาท
(เลี่ยมน้ำมัน ฝั่งตะกรุด 8 ดอก โรยพลอย โรยแร่ดูดทรัพย์ และฝั่งปกมะขามรุ่นแรก
3.หนูดูดนมแมวเนื้อว่านเศรษฐี  สร้าง 1,599  องค์ บูชา 399  บาท(หน้ากากชุบทอง โรยกระจกโบสถ์ ฝั่งตะกรุดเงิน 3 ดอก
4.จี้หนูดูดนมแมว สร้าง 1,999 องค์ บูชา 150 บาท(หลังอุดผงว่านเศรษฐี ฝั่งตะกรุดห้ามจน  ตะกรุดเศรษฐี ตะกรุดพลิกดวง  โรยกระจกโบสถ์และแร่ดูดทรัพย์ )
ขอบคุณที่มา..ภาพ/ข้อมูล ศูนย์พระเครื่องพรพรหมธาดามหาเศรษฐี
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม.. ทัช ร้อยเอ็ด 0994652994/0817953665



จองพระเครื่องสร้างใหม่อย่างมีสติ


จองพระเครื่องสร้างใหม่อย่างมีสติ
การจองพระที่สร้างใหม่ต้องทำใจ ผู้จองพระ ส่วนใหญ่ก็จะจองพระเผื่อเก็งกำไรไว้ทุกคน ดังนั้นผู้สร้างพระใหม่ส่วนมากก็ทราบดี จึงพยายามสร้างกระแส ปั่นกระแสให้พระหาจองยาก แบ่งยอดให้ศูนย์จองน้อย  แต่กลุ่มผู้สร้างมีโค๊วต้ากันคนละเยอะๆ ดังนั้นศูนย์จองก็เป็นบันไดขั้นแรกให้กับผู้สร้างในการที่จะต่อไปยังผู้จอง บันไดขั้นตอนไปก็คือผู้จองอีกหลายๆคน หลายๆทอด เมื่อกระแสดีขึ้น กลุ่มผู้สร้างก็เริ่มทยอยปล่อยยอดใบจองราคาบวกมากๆผ่าน ร่างทรง เอากำไรก้อนแรกก่อนใคร  หลังจากรับเงินค่าจองพระเป็นทุนมาก่อนแล้ว เมื่อพระใกล้สร้างเสร็จ ดูแล้วกระแสจองพระดี ก็เริ่มสร้างพระอ๊อฟชั่นกรรมการขึ้นไว้เป็นการภายในพร้อมกับพระแจกทานหรือพระอ๊อฟชั่นพิเศษต่างๆ ฯลฯ ซึ่งพระที่สร้างไว้แบ่งโควต้ากันตั้งแต่แรกแล้ว+พระอ๊อฟชั่นกรรมการต่างๆ ฯลฯ จะมีมูลค่าในมือเท่าไหร่ เพราะกลุ่มผู้สร้างได้ราคาทุนเป็นราคาโรงงานแต่เวลาขายได้พระอ๊อฟชั่นกรรมการ กับพระอ๊อฟชั่นพิเศษขายออกในราคาเกินกว่าคนจองปกติ เวลาขายก็ขายง่ายกว่าเพราะเป็นอ๊อฟชั่นกรรมการบ้าง โค้ตพิเศษบ้าง พอพระออกใหม่ก็แบ่งให้ร่างทรงช่วยกันขายหลายๆคน ไม่นานตลาดก็นิ่งขายได้ยากขึ้น ส่วนคนจองปกติพระอ๊อฟชั่นปกติที่ได้รับพระที่หลังก็ไม่ต้องได้ขายกันแล้วครับ เอาเป็นว่าผู้จองกลับเป็นผู้ลงทุนตัวจริง รับความเสี่ยงไว้เต็มร้อย แต่ประโยชน์ต้องวัดดวงครับ
ดังนั้นต้องอย่าโลภ พระเครื่องไม่ได้มีรุ่นเดียว รุ่นนี้ไม่ได้ก็ไปหารุ่นอื่นก็ได้ ไว้รอพระออกแล้วค่อยเช่า ปลอดภัยที่สุด หากพระจะเล่นกันไม่ต้องกลัวเช่าแพง พระออกแล้ว 3 เดือนแล้วยังแพงอยู่แสดงว่ามีคนเล่นหากันจริงค่อยเช่าก็ได้ครับ เพราะหาก 3 เดือนยังเล่นกันมากขึ้น ต่อไปราคาก็จะแพงขึ้นอีกครับ หาก 3 เดือนราคาลงให้ระมัดระวังไว้ครับ ไว้ให้รอลงเต็มที่ใกล้ราคาจองแล้วถ้าอยากเช่าค่อยเช่าก็ปลอดภัยดีครับ
 คนลงทุนก็ต้องหวังผลประโยชน์ เราลงทุนเราก็ต้องการผลประโยชน์เช่นกัน เพียงแต่ว่าใครจะมีสติและเข้าใจวัตถุประสงค์มากกว่ากัน อย่าลืม ** จองพระใหม่ ต้องมีสติ อย่าโลภ **

การจองพระถ้าเป็นราคาจองตามโปรชัวร์น่าจะปลอดภัยที่สุด หากเป็นราคาบวกเกิน 2 เท่าจากราคาจองไปแล้วเมื่อพระออกแล้วมีโอกาสเสี่ยงมาก เพราะส่วนใหญ่ผู้จองจะได้รับพระทีหลัง กว่าจะได้รับพระองค์จริงตลาดก็วายไปแล้ว หรือเมื่อได้รับพระสภาพอาจจะไม่ถูกใจจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ แนะนำให้รอตอนพระออกแล้วจะดีกว่าครับ ได้เห็นสภาพจากองค์จริงๆ ราคาตลาดจริง โอนเงินแล้วได้รับพระจริงไม่เกิน 3 วันหลังจ่ายเงิน ปลอดภัยกว่า ไม่เสี่ยงใดๆครับ

ดังเช่นผู้เขียนเจอมากับตัวเอง ในรายการ พระผงดวงคนรวยรุ่นโภคทรัพย์มหาเศรษฐี หลวงปู่ทองคำ ติดตามข่าวสารมาตั้งแต่ใบโปรชัวร์ยังไม่ออก  พอใบโปรชัวร์ออก  ก็ได้รีบติดต่อขอจองเพื่อนำมาเผยแพร่บารมี  แต่กับจองไม่ได้  ต้องรอให้ทีมผู้สร้างกับหลวงปู่มาที่กรุงเทพ ที่ห้างพันธทิพย์อะไรนี่แหละ หลังจากวันนั้นผ่านไป 1 วัน  ก็มีการโพรทรับจองพระผงดวงคนรวยรุ่นโภคทรัพย์มหาเศรษฐี หลวงปู่ทองคำ ในกลุ่มพระเครื่อง ก็ได้ติดต่อสอบถามราคา  รายการที่7 จาก 19 บาทขึ้นเป็น 150 รายการที่6 จาก 29 บาท ขึ้นเป็น 250 บาท รายการที่5 จาก 39 บาท ขยับมาที่ 350 บาท คิดอยู่ในใจ ทำไมมันไม่ทำในใบโปรชัวร์ ตามราคาที่ขึ้นไปซะเลย  อย่างนี้เอาเปรียบผู้บริโภค  และประชาชนตาดำๆ ที่เขาศรัทธาหลวงปู่นะครับ  


วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เหรียญ มนต์พระยาปากเข็ดหลวงปู่ทองคำ



เหรียญ มนต์พระยาปากเข็ดหลวงปู่ทองคำ
เหรียญ มนต์พระยาปากเข็ดหลวงปู่ทองคำ ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษารายละเอียดพิมพ์แล้ว เหมือนเหรียญมนต์พระกาฬของหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล แห่งวัดบ้านจานมาก ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ต่างกันเพียงรูปเหมือนหลวงปู่ และผิวเหรียญมีอักษรยันต์เท่านั้น
รูปแบบเหรียญด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่ทองคำ นั่งเต็มองค์ ด้านหลังเป็นรูปหนุมาน โดยหลวงปู่ทองคำท่านเมตตาออกแบบลงอักขระเลขยันต์มนต์พระยาปากเข็ดทีละตัว ตามตำราที่ท่านเรียนมา
ตำรามนต์พระยาปากเข็ด สืบทอดต่อกันมากล่าวไว้ว่า พระยาปากเข็ด แต่เดิมเป็นคนทุกข์ยาก ไม่สมประกอบ ถูกเอาเปรียบ จึงเข้าป่าไปหาพระฤษี เมื่อสนทนาเห็นความลำบาก พระฤษีจึงให้พระยาปากเข็ดแลกลิ้น และพูดว่า เมื่อเจ้าได้สิ้นไป เจ้าอยากได้อะไร ปรารถนาสิ่งใดย่อมจะได้มา ตำรานี้ท่านได้มาแต่ภูเขาควาย ทรงวาจาสิทธิ์สงเคราะห์ศิษย์มายาวนาน
หลวงปู่ตั้งใจทำมนต์ฯนี้เพื่อสงเคราะห์ศิษย์ให้ร่ำรวย มั่งมี ใครที่หากินไม่พอจะพอ ใครที่หากินไม่รวยจะรวย ใครที่เจ็บป่วยเป็นโรคเป็นภัยจะหายวันหายคืน ด้วยฤทธิ์มนต์พระยาปากเข็ด หลวงปู่จึงบรรจงลงอักขระ เลขยันต์ ตามตำราที่ท่านได้เรียนมา
 ผู้เขียนเองก็ได้จองมาเพื่อถ่ายภาพลงเว็บ 1 เหรียญทองแดง  จองได้ในราคาตามโปรชัวส์คือ 200 บาท แต่ก็อยากจะฝากกราบเรียนหลวงปู่และทีมงานผู้สร้างด้วยครับว่า พระผงดวงคนรวยรุ่นโภคทรัพย์มหาเศรษฐี  มีการเปิดให้จองเกินราคาจากโปรชัวส์หลายสิบเท่าตัว ผมอยากทราบว่าที่วัดในวันที่ปลุกเสกมีให้ประชาชนบูชาบ้างไหมครับ  และราคาเท่าไหร่ หรือว่าทีมผู้สร้างเก็บเอาไปจำหน่ายหมดขอรับ











วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร


พระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร
พระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร ศิษย์เอกสายหลวงปู่สมเด็จลุน ท่านเป็นพระผู้มีศรัทธาแก่กล้าในพระพุทธศาสนามากท่านหนึ่ง โดยเฉพาะในสายวิปัสสนากรรมฐาน บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี ณ. วัดสิงหาญ บ้านสะพือ ตำบลตระการพืชผล อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ขณะบวชเป็นสามเณร ได้ศึกษาวิชาสายวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์พระครูสีดา(ญาท่านสีดา) พออายุครบบวชได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และออกเดินธุดงค์ไปศึกษาวิปัสสนาเพิ่มเติมกับพระอาจารย์ศรีทัตถ์ (ญาท่านศรีทัตถ์) ที่เมืองท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครหลวงพระบาง ประเทศลาวนานถึง ๖ ปี
หลังจากได้ศึกษาตามสายวิชาเวทมนต์มาพอสมควรแล้ว ท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์ไปตามขุนเขาน้อยใหญ่ ทั้งป่ารกดงทึบที่มากไปด้วยภัยอันตรายต่างๆนานาทั่วทั้งไทยและลาว จากเหนือจรดใต้ ทั้งสิบสองปันนา สิบสองเจ้าไท ตลอดไปจนถึงเวียดนามและกัมพูชาหรือที่เรารู้จักและเรียกกันว่าเขมร อาศัยอยู่ตามคูหาและหลีบถ้ำ ในป่าดงดิบ เช่น ถ้ำพระฤษีที่ประเทศลาว ออกจากเขมรกลับเข้าไทย ออกจากไทยต่อเข้าประเทศพม่า การไปพม่าจะไปทางเมืองมะระแหม่ง ธุดงค์ไปจนสุดแผ่นดินไม่สามารถจะไปต่อได้เพราะไม่มีแผ่นดินให้เดิน เมื่อท่านธุดงค์ไปจนสุดขอบแผ่นดินที่เบื้องหน้าเป็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ของทะเล
เมื่อไปจนสุดแผ่นดินแล้วท่านจึงธุดงค์มุ่งหน้ากลับบ้านสะพือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมื่ออายุได้ ๓๐ ปี(หลังบวชเป็นพระภิกษุได้ ๑๐ พรรษา) ตลอดระยะเวลาที่ท่านออกธุดงค์กรรมฐานนั้น พ่อแม่ญาติศรีพี่น้องทุกคนต่างก็นึกว่าท่านมรณภาพไปแล้ว นั่นก็เพราะว่านับตั้งแต่ท่านออกจากบ้านไป ก็ไม่เคยได้ส่งข่าวกลับมาบอกใครๆที่บ้านอีกเลยว่าท่านไปทำอะไรหรือไปอยู่ที่ไหน
หลังกลับมาเยี่ยมบ้านและเผยแพร่ธรรมะให้กับญาติๆได้ระยะหนึ่ง ท่านก็เริ่มออกธุดงค์อีกครั้ง คราวนี้ไปลาวใต้ มุ่งหน้านครจำปาสัก ที่แขวงจำปาสักนี้ มีเหตุสำคัญทำให้ท่านมีอันต้องลาสิกขาจากร่มกาสาวพัตร์อยู่ที่บ้านเวินไชย อำเภอเมืองเก่า แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ไปมีครอบครัวอย่างสามัญอยู่นานถึง ๙ ปี ช่วงเวลานี้ว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่ท่านต้องการชำระกรรม ล้างสัญญาเดิมที่เหลือหมดสิ้นไปจึงได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เมื่อสิ้นสัญญาเดิมหมดกรรมเก่า
ท่านได้กลับมาอุปสมบทอีกเป็นครั้งที่ ๒ ณ.บ้านเวินไชย อำเภอเมืองเก่า แขวงนครจำปาสัก ประเทศลาว ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานตลอดจนหลักธรรมต่างๆเพิ่มเติมที่นี่กับท่านสมเด็จลุน ได้ถือโอกาสฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านสมเด็จลุน ซึ่งท่านสมเด็จลุนองค์นี้ เป็นที่เลื่องลือว่ามีกิตติคุณเป็นผู้มีธรรมวิเศษ หาพระที่จับยากองค์หนึ่งในยุคสมัยนั้น ว่ากันว่าท่านสามารถบรรลุธรรมอันสูงสุดได้ ในขณะที่ยังครองสังขารอยู่ในช่วงวัยอันน่าฉงน และเป็นผู้แตกฉานในทุกด้านไม่ว่าจะด้านปริยัติหรือปฏิบัติ ทั้งยังเป็นผู้เข้าใจในปาฏิโมกข์อย่างไร้ข้อกังขาอีกด้วย กฤษดาภินิหาริย์ของท่านสมเด็จลุนขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ
และต่อมาท่านได้จากบ้านเวินไชย มาจำพรรษาอยู่ที่บ้านด่าน อำเภอโขงเจียม จากบ้านด่าน มาจำพรรษาที่อยู่บ้านคำผ่าน และวัดทุ่งศรีทวีผล บ้านสะพือ จึงได้มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดสิงหาญ บ้านสะพือ ต่อมาลูกหลานทางเมืองอุบล ซึ่งมีนายไพ เทพสิทธา น้องชาย พร้อมด้วยญาติและลูก ๆ หลาน ๆ เห็นว่าท่านชรามากแล้ว จึงได้พร้อมใจกันสร้างกุฏิขึ้นหลังหนึ่งที่วัดปทุมมาลัย จังหวัดอุบลราชธานี ถวายท่าน แล้วนิมนต์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมมาลัย แต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๐๗
ท่านเห็นว่าท่านชรามากแล้ว จึงขอกลับไปอยู่บ้านเกิด ขอตายอยู่กับครูอาจารย์ที่มาติภูมิ ลูกหลานและศิษย์สานุศิษย์ของนิมนต์ไว้ ให้จำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมต่อไป ท่านก็ไม่ยอม จึงได้กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสิงหาญ บ้านสะพือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ และได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๙ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย เวลา ๐๑.๒๕ น. ด้วยอาการสงบ ( ซึ่งท่านบอกเวลาไว้ล่วงหน้าว่า ตีหนึ่งวันใหม่ท่านจะจากไป ) รวมอายุได้ ๘๒ ปีและท่านยังเป็นอาจารย์ ของ ญาท่านสวน วัดนาอุดม และ หลวงปู่อ่อง วัดสิงหาญ และพระเกจิอาจารย์อีกหลายท่าน

ตลอดระยะเวลาที่อยู่บำเพ็ญในบวรพุทธศาสนา ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มทองของพุทธศาสนิกชนแผ่เมตตาให้แก่คนทั่วไป ซึ่งท่านมีศิษย์สานุศิษย์มากมาย ทั้งประเทศลาวและประเทศไทยชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านแผ่กระจายทั่วไป ในนามกัมฐานแพง ศิษย์สมเด็จลุน ซึ่งใคร ๆ ย่อมทราบดี ก่อนจะมรณภาพ ท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ เป็นพระประธานในอุโบสถ พร้อมด้วยโต๊ะหมู่บูชา ที่วัดบูรพาตำบลสะพือ อำเภอตระการพืชผล เพื่อเป็นสาธารณะกุศลด้วย




วัดสิงหาญ นี้ก่อตั้งราวปี พ.ศ. ๒๓๔๕ โดยญาท่านอุตตะมะ(อุต) เป็นผู้ก่อตั้งมีความเป็นมา คือญาท่านอุต ได้ย้ายมาจากฝั่งขวาแม่น้ำมูลไม่ทราบว่าบ้านไหน ได้บวชเป็นพระมาบิณฑบาตที่บ้านสะพือ ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ท่านให้จำพรรษาที่บ้านสะพือ ญาท่านอุต บอกว่าถ้าจะให้จำพรรษาอยู่ที่นี่ก็จะต้องเอาพ่อแม่มาด้วย ชาวบ้านตกลงจึงได้อพยพครอบครัวมาตั่งถิ่นฐานอยู่บ้านสะพือ โดยชาวบ้านจัดสรรที่ทำมาหากินให้มีไร่นาสวนพออยู่พอกิน
ส่วน ญาท่านอุต นั้นได้มาตั้งสำนัก สงฆ์อยู่ที่ป่าทางทิศใต้ บ้านห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดศรีสุมัง (โนนวัดทุกวันนี้ปัจจุบันกลายเป็น สระน้ำสาธารณะ) ชาวบ้านเห็นว่าการนำภัตตาหารเช้าเพลลำบาก เพราะไกลหมู่บ้านจึงได้ย้ายวัดใหม่มาตั้งที่ริมหมู่บ้านทางทิศใต้ ป่าตรงนี้เรียกว่า ป่าหนองแก่นช้างชาวบ้านได้ช่วยกันถากถาง สร้างกุฏิขึ้นให้พระอาศัย ญาท่านอุต จึงมาจำพรรษาอยู่ที่นี่ราว พ.ศ. ๒๓๔๕ เรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดสิงหาญ ตราบเท่าทุกวันนี้  ท้าวลุน เจ้าปู่สมเร็จลุนบิดาชื่อ พ่อเซียงหล้า มารดาชื่อ แม่คำบู่ เจ้าปู่สำเร็จลุนเกิดปีฉลู พ.ศ. 2370 ณ บ้านหนองคำไฮ ต.เวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ขณะนั้นแขวงจำปาสัก อยู่ในการปกครองของประเทศไทย เจ้า ปู่สำเร็จลุน และญาท่านสีดา เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันได้มาบวชอยู่ที่วัดเทพสิงหาญ โดยการนำพาของญาท่านอุตตะมะ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อา
หลวงปู่ลุน ท่านเป็นปรมจารย์ใหญ่ รุ่นแรก เป็นผู้มีฤทธิ์เดช วิชา มีตำราต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรลุนและอุปสมบทเป็นพระ ในขณะที่หลวงปู่ลุนจำพรรษาที่วัดนั้น ไม่สนใจงานทางวัดฉันข้าวเสร็จไม่ทำอะไร เอาแต่อ่านตำรา นั่งภาวนาอย่างเดียว ญาท่านอุตตะมะ เมื่อเห็น อย่างนี้แล้ว ท่านจึงบอก หลวงปู่ลุนว่าถ้าชอบภาวนาอย่างเดียว เจ้าก็ออกไปอยู่ป่าเสียหลวงปู่ลุนก็เลยออกไปอยู่ป่า ออกไปอยู่ในป่านานประมาณ 20-30 ปีจึงกลับมาวัดครั้งหนึ่ง การปฎิบัติธรรมก็ดีขึ้นเรื่อยๆเป็นพระอาจารย์ที่มีคนบูชานับถือมากขึ้น ไปกราบไหว้ นมัสการขอให้ท่านพิจารณา จนชาวบ้านเรียกขานกันมาว่าสำเร็จลุน ต่อมาจากนั้นเจ้าปู่สำเร็จลุน มาเป็นที่เลื่องลือว่าท่านเรืองฤทธิ์นั้นเพราะมี ฝรั่งได้มาทดสอบท่านโดยทำบุญแล้วเอาสุราใส่ กาน้ำมาถวายให้ พระเณรฉัน ฉันกันหมดแล้ว ฝรั่งเห็นก็ว่า พระทำไมดื่มสุรา ศาสนาพุทธพระทำไมดื่มสุรา ฝรั่งหาเรื่องว่าสำเร็จลุน ท่านจึงกล่าว” “นี่แหละ....ความยากของคน เขาเอามาให้กินก็กิน ให้กินอะไรก็กิน ให้ฉันอะไรก็ฉัน อย่าให้เขามาดูถูกได้แล้วท่านก็หันไปพูดกับฝรั่งว่า อ้า...เจ้าดูถูกศาสนาพุทธ เจ้าเป็นคนไม่ดีว่าเพียงนั้น ฝรั่งก็เลยหนีลงเรือกำปั่นเปิดเครื่องยนต์ เครื่องติด ปุด..ปุด..ปุด แต่เรือไปไหนไม่ได้อยู่กับที่ อยู่กับที่ 3วัน เรือไม่แล่นไปไหน ทั่งที่เครื่องยนต์ติดเดินเรือให้แล่นไม่ได้ ฝรั่งเลยกลับมาหา สำเร็จลุนเอาน้ำมันก๊าดมาให้ 20 ปี๊บ และเอาเทียนไขใส่ปี๊บมาให้อีก 20 ปี๊บ มาขอขมาลาโทษท่าน ท่านพูดว่า มึงไม่รู้จักกูเท่านั้นท่านก็เอาเท้าแตะน้ำ 2 ครั้ง เรือกำปั่นก็สามารถแล่นได้
เจ้าปู่สมเด็จลุนมีอิทธิปาฏิหาริย์มากเหนือกว่าพระสงฆ์ใด ๆ ในยุคนั้น เช่น ล่องหนหายตัวได้ เดินข้ามแม่น้ำโขง ย่นระยะทางได้ แบ่งกายได้ เก็บหนังสือเข้าผูกโดยไม่ต้องดู เสกตัวเองเป็นนกเสกคนอื่นเป็นกุ้ง ฝ่าดงทากนับล้านตัวโดยไม่มีอันตราย แหวกลมแหวกฝนไม่เปียก สมเด็จลุนบิณฑบาตต่างประเทศและทั่วทุกแขวง ของประเทศลาวเสมอ ๆ เจ้าปู่ สำเร็จลุน มรณภาพ อย่างสงบเมื่อวันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2454 ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน สิริอายุ 84 ปี 64 พรรษา
แห่ศพเจ้าปู่สมเด็จลุนจากวัดเวินไซไปยังที่ฌาปนกิจศพประมาณ 100 เมตร เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน สถานที่ฌาปนกิจปัจจุบันมีต้นโพธิ์ใหญ่ 5 ต้น ซึ่งเกิดขึ้นมาหลังฌาปนกิจได้ 7 วันซึ่งเกิดขึ้น อย่างน่าอัศจรรย์ ชาวบ้านเวินไซ จึงตั้งชื่อวัดอีกวัดหนึ่งว่า วัดโพธิ์เวินไซ

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม

หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม


หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม
จากตำนานหลวงปู่หมุน  ฐิตสีโล พระอริยะสงค์เจ้า ศิษย์สายสมเด็จลุน ที่กำลังโด่งดังไปทั่วท้องปฐพีประเทศไทยในปัจจุบัน ได้บ่อเกิดแห่งพระอริยะสงค์เจ้า ศิษย์สายสมเด็จลุน ศิษย์ผู้น้องคือหลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม หรือ"พระครูสถิตธรรมมงคล" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ญาท่านอ่อง
ญาท่านอ่อง เป็นหลานแท้ๆ ของพระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร ซึ่งเป็นศิษย์เอกเจ้าปู่สมเด็จลุน วัดเวินไซ บูรพาจารย์พระเวทแห่งนครจำปาสัก ผู้เรืองวิทยาคมแห่งสองฝั่งแม่น้ำโขงไทย-ลาว อดีตเจ้าอาวาสวัดสิงหาญ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี
                แม้ญาปู่อ่องจะสืบสายพุทธาคมมาทางด้านอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่เคยแสดงฤทธิ์เดชให้ใครเห็น ยกเว้นสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเองในคราวจำเป็น หรือมีใครทดลอง เพราะได้รับคำแนะนำจากหลวงปู่กรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์ผู้ใกล้ชิดสมเด็จลุน ที่จำได้ทุกตัวอักษร ว่า "หากไม่มีเหตุจำเป็น อย่าแสดงแผงฤทธิ์เดชใดๆ" ท่านเป็นศิษย์ผู้น้องของ "ญาท่านสวน ฉันทโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดนาอุดม อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี
พระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม) เป็นชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด เป็นหลานพระกรรมฐานแพง จันทสาโร หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2471 โยมพ่อชื่อ พ่อคูณ โยมแม่ชื่อ แม่กอง ในสกุล อัจฉฤกษ์ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 9 คน เด็กชายอ่อง อัจฉฤกษ์ ไม่สนใจเรื่องโลกทั้งปวง ศรัทธาเลื่อมใสในศีลาจารวัตรพระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร  เรียนรู้ธรรมะตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นอายุได้ 6 ขวบก็ขออนุญาตโยมพ่อ โยมแม่ เข้าเป็นศิษย์วัด อายุ 12 ปี บวชเป็นสามเณร โดยท่านพระครูพิศาลสังฆกิจ (หลวงปู่โทน กันตสีโล) เป็นผู้บวชให้ ต่อมาอายุครบ20 ปี พ.ศ. 2491 ก็อุปสมบทเป็นพระโดยมีท่านพระครูพิริยกิจปัญญาหลวงปู่ฤทธิ์ วัดสระกุศกรเป็นพระอุปฒาย์ ได้นามว่า พระอ่อง ฐิตธัมโม

หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เริ่มออกธุดงค์ตั้งแต่เป็นสามเณร 3-4 ปีจะกลับมาครั้งหนึ่ง หลังจากพระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร  มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2509 เมื่อทำพิธีเกี่ยวกับเรื่องศพของพระกรรมฐานแพงเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่อ่อง ก็ออกจากวัดเทพสิงหาญเพื่อธุดงค์ตลอดมา
วัดสิงหาญ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง มีหลักฐานที่สามารถประมาณได้ว่าเคยมีพระท่านใดเป็นเจ้าอาวาสบ้าง ก็อาศัยหลักฐานอัฐิที่มีรายชื่อจารึกอยู่รอบพระเจดีย์ ดังนี้ ญาถ่านพู เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2350 – 2360 หลวงปู่อตมะ เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2365 – 2395 เจ้าปู่สมเด็จตัน เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2480 – 2494 หลวงปู่แพง  พระกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 24.. – 2509 มีหลายช่วงที่ขาดรายนามเจ้าอาวาส ในระหว่างนั้น มีพระครูพิศาลสังฆกิจ หลวงปู่โทน กันตสีโลก็เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายปี สำหรับท่านพระครูสถิตธรรมมงคล หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโมเป็นเจ้าอาวาส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน
ประวัติหลวงปู่อ่อง  ฐิตธัมโม
  “ญาท่านอ่องเกิดในสกุลอัจฉฤกษ์ เมื่อวันวันพุธที่ ๕ กันยายน ๒๔๗๑ เป็นชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด อายุ ๑๔ ปี บรรพชา โดยมีพระครูพิศาลสังฆกิจ (หลวงปู่โทน กันตสีโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ คอยอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่แพง จันทสาโร ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาอักขระขอมธรรมลาวและวิทยาคม รวมทั้งศึกษาวิชากรรมฐาน
          เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท มีพระครูโสภิตพิริยคุณ (หลวงปู่ฤทธิ์) วัดสระกุศกร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสุนทรวิริยกิจ (ชู) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสิริปุญญรักษ์ (สวน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฐิตธัมโม มีความหมายว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นในธรรม
          หลังอุปสมบท ปฏิบัติกิจแห่งสงฆ์โดยครบถ้วน ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความตั้งใจ ขณะศึกษาธรรม ท่านยังมีโอกาสศึกษาวิชาการแพทย์แผนโบราณควบคู่ไปด้วยจนมีความรู้ความชำนาญการใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั่วไป ด้วยความเป็นพระหนุ่มที่ทรงความรู้ ท่านหันมาให้ความสนใจศึกษาวิทยาคม ท่านได้ศึกษาสรรพวิชาจากในตำราทั้งหมด ตั้งใจทบทวนวิทยาคมที่เรียนมาจากหลวงปู่แพง
          หลวงปู่ญาท่านอ่อง ออกเดินธุดงค์ค้นหาครูบาอาจารย์เพื่อศึกษาด้านพุทธาคม อบรมตนด้วยการฝึกนั่งสมาธิ บำเพ็ญจิตภาวนา ในวิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำ มิได้ขาดจากความเพียร มากน้อยบ้างตามจริตนิสัยและโอกาสอำนวยฝึกฝนอบรมจิต จนรวมเอกัคคตารมณ์ จิตสงบรวม สู่ฐานสมาธิ หลีกหนีจากวัฏสงสารตามแนวทางผู้เป็นอาจารย์
         จากนั้นเดินธุดงค์ในแทบแม่น้ำโขงตามภูเขาน้อยใหญ่ต่างๆ ที่ค้นหาครูบาอาจารย์ ร่ำเรียนวิชา ศึกษาด้านพุทธาคมในประเทศลาวและประเทศไทย ทั้งภาคเหนือภาคใต้ ผ่านภูเขาควาย เข้าภูมะโรง เพื่อฝึกฝนจิตใจ สมาธิให้แข็งแกรง ผ่านเข้าพรรษาที่ ๑๐ เพื่อคอยดูแลรับใช้หลวงปู่กรรมฐานแพง การเรียนสรรพวิชา เวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ ในสายสำเร็จจลุน ญาท่านกรรมฐานแพง ท่านกล่าวว่า ผู้ที่จะเรียนวิชาในสายนี้จะต้องถือสัจจะ คือ เมื่อเรียนสำเร็จจะต้องบวชไม่สึกจนกว่าชีวิตจะหาไม่
วิชาที่ท่านร่ำเรียน ได้แก่ มูลสังกจายน์ วิชา ธาตุ ๔ นะ มะ พะ ทะ ดิน น้ำ ลม ไฟ นะโมพุทธายะ นะปัตตลอด หนุนธาตุ กลับธาตุ วิชาหุงนวด หุงปรอด และสุดยอดวิชา คือวิชาหุงหิน วิชาโบราณที่น้อยคนจะมีวาสนาร่ำเรียนวิชานี้สำเร็จได้ โดยการใช้ไฟบริกรรมคาถาขับธาตุให้เกิดเป็นแร่กายสิทธิ์ มีพุทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ครอบคุมเข้มขลังในตัว ตลอดจนหมดสิ้นวิชาที่เรียนได้รับตำรายันต์ทำผง ตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงมหาราช ผงปถมัง ผงอธิเจ รัตนมาลา เขียนเองลบเอง ปลุกเสก ภายหลังจนหมดสิ้นวิชาทุกแขนง